ความสำคัญของ “แก้มลิง” โครงการ ตามแนวพระราชดำริของ ร.9 กับความน่าเสียดายที่หายไปทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองบาดาล

โครงการ "แก้มลิง" ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9
พระราชวังไกลกังวลที่หัวหินนั้นมักมีแขกขนฟูมาเยี่ยมเยียนเสมอ พระองค์สังเกตฝูงลิงและตรัสว่า...
“ลิงโดยทั่วไป ถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อย ๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”
นั่นคือจุดกำเนิดของโครงการชื่อน่ารักในชื่อโครงการแก้มลิง โครงการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ของในหลวงรัชกาลที่ 9

“โครงการแก้มลิง” ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลักการสำคัญคือ “เก็บน้ำไว้ก่อน แล้วค่อยระบายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม” เพื่อไม่ให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าพื้นที่เมืองพร้อมกันครับ
🐒 ทำไมเรียกว่า “แก้มลิง”
ความสำคัญของ “แก้มลิง” พระองค์ทรงสังเกตพฤติกรรมลิงที่กินกล้วยแล้ว เก็บกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มก่อน เมื่อมีอาหารมากเกินกว่าจะกินหมดทันที แล้วจึงค่อยนำออกมากินภายหลัง จึงนำมาเปรียบกับการจัดการน้ำ คือ พักน้ำไว้ชั่วคราว แล้วค่อยระบายออก
🌧️ ทำงานอย่างไร
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ
ฝนตกหนัก → น้ำไหลเข้าพื้นที่แก้มลิง → กักไว้ → รอคลอง/แม่น้ำมีพื้นที่รับน้ำ → ค่อยระบายออก
ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แนวคิดนี้ใช้ทั้งบึง หนอง คลอง พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่รับน้ำที่จัดระบบไว้ โดยบางพื้นที่อาศัยระดับน้ำขึ้นลงและแรงโน้มถ่วงช่วยระบาย บางแห่งใช้การสูบน้ำด้วย
ที่สำคัญคือ ไม่ได้หมายความว่าต้องสร้างบึงขนาดใหญ่ทุกแห่ง แก้มลิงสามารถมีหลายขนาด ตั้งแต่แหล่งน้ำขนาดใหญ่ ไปจนถึงพื้นที่พักน้ำขนาดเล็กที่เชื่อมกับระบบคลองและระบายน้ำ
และพระราชดำริเรื่องแก้มลิงมีขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงหลัง น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี 2538 โดยมีการระบุวันที่ 14 พฤศจิกายน 2538 เป็นจุดเริ่มต้นของพระราชดำริโครงการแก้มลิง
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ช่วงนี้ ผมอธิบายต่อได้ว่า “แก้มลิง ร.9 ถ้าทำงานเต็มระบบ จะช่วยกรุงเทพฯ ตอนฝนตกหนัก/น้ำเหนือ/น้ำทะเลหนุนได้อย่างไร ซึ่งตรงกับสถานการณ์ที่เราคุยกันเรื่องน้ำท่วมช่วงนี้เลยครับ
😊 ประเด็นที่น่าสนใจคือ แก้มลิงไม่ได้มีหน้าที่ “ทำให้น้ำไม่ท่วมเลย” แต่มีหน้าที่ลดความรุนแรงและชะลอช่วงเวลาที่น้ำไหลเข้าพื้นที่เมือง
ถ้าเป็นกรุงเทพฯ ลองนึกภาพแบบนี้ครับ:
ฝนตกหนักมาก↓🌧️ น้ำจากถนน/คลองไหลเข้าระบบ↓🐒 แก้มลิงรับน้ำไว้ก่อน↓💧 ระดับน้ำในคลองหลักลดความเร็วในการเพิ่มขึ้น↓🌊 เมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาหรือคลองปลายทางระดับลดลง↓🚰 ค่อยระบายน้ำออก
แล้วทำไมบางครั้งกรุงเทพฯ ยังท่วมหนัก?
เพราะระบบมีข้อจำกัดหลายอย่างพร้อมกัน เช่น
ฝนตกหนักเกินความสามารถของท่อและคลองในช่วงเวลาสั้น ๆ
น้ำทะเลหนุน ทำให้ปลายทางระบายออกได้ช้า
น้ำเหนือในเจ้าพระยาสูง ทำให้ระบายลงแม่น้ำได้ยาก
แก้มลิงบางแห่งมีปริมาณกักเก็บจำกัด และถ้าเต็มแล้วก็รับเพิ่มไม่ได้
พื้นที่เมืองมีสิ่งกีดขวางทางน้ำและพื้นผิวคอนกรีตจำนวนมาก
ดังนั้น แก้มลิงคือการ “ซื้อเวลา” ให้ระบบระบายน้ำ มากกว่าจะเป็นถังเก็บน้ำที่รับน้ำได้ไม่จำกัดครับ
🐒 แก้มลิงในกรุงเทพฯ มีหลายจุด
กรุงเทพมหานครมีฐานข้อมูลพื้นที่ บึงรับน้ำ/แก้มลิง โดยปัจจุบันมีทั้งบึงขนาดใหญ่และบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน เช่น
บึงมักกะสัน — ราชเทวี
บึงพระราม 9 — ห้วยขวาง
บึงตาเกตุ / บึงกระเทียม — มีนบุรี
บึงมะขามเทศและบึงสะแกงามสามเดือน — คลองสามวา
บึงประชานิเวศน์ / บึงปูนซีเมนต์ไทย — จตุจักร
บึงลาดโตนด / บึงสีกัน — หลักสี่
แก้มลิงคลองมหาชัย–คลองสนามชัย — บางขุนเทียนและพื้นที่ต่อเนื่อง
รวมถึงบึงและบ่อหน่วงน้ำอีกหลายแห่ง
ลองนึกภาพ กรุงเทพฯ เป็นอ่างขนาดใหญ่มาก แล้วระบบแก้มลิงของ ร.9 ทำงานเหมือนมี “อ่างพักน้ำหลายชั้น” ครับ
ฝนตกหนัก→ น้ำบนถนนและจากชุมชนไหลลงท่อ→ คลองซอย รับน้ำ→ คลองสายหลัก รับต่อ→ 🐒 พื้นที่แก้มลิง/บึงรับน้ำ เก็บน้ำไว้ชั่วคราว→ สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำควบคุมการปล่อย→ เจ้าพระยา/อ่าวไทย
จุดสำคัญที่สุดคือ “จังหวะเวลา”
สมมติฝนตกหนักมากจนมีน้ำมา 100 หน่วยในเวลาเดียวกัน
ถ้าไม่มีพื้นที่พักน้ำ น้ำ 100 หน่วยจะพยายามไหลออกพร้อมกัน → คลองและท่อรับไม่ไหว → น้ำเอ่อเข้าถนน
แต่ถ้ามีแก้มลิง:
น้ำเข้า 100
แก้มลิงเก็บไว้ 60
ระบบระบายออกทันที 40
จากนั้นเมื่อฝนหยุดและปลายทางมีระดับน้ำต่ำลง ก็ทยอยปล่อย 60 ออกไป
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “แก้มลิง” ไม่ได้หมายถึงการกำจัดน้ำ แต่คือการชะลอน้ำ ครับ
🌊 แล้วกรณีน้ำทะเลหนุนล่ะ?
อันนี้สำคัญมากสำหรับกรุงเทพฯ
ถ้าเจ้าพระยากำลังสูงจากน้ำทะเลหนุน แล้วเราปล่อยน้ำจากคลองออกไปไม่ได้ ระบบก็จะทำแบบกลับกัน:
ปิด/ควบคุมประตู → เก็บน้ำไว้ในแก้มลิง → รอระดับแม่น้ำลด → สูบหรือปล่อยออก
ดังนั้นแก้มลิงจึงเป็นเหมือน “พื้นที่ซื้อเวลา” ให้กรุงเทพฯ
และนี่คือจุดที่พระราชดำริ ร.9 มีความน่าสนใจมาก เพราะไม่ได้พึ่งเครื่องสูบน้ำอย่างเดียว แต่ใช้ ภูมิประเทศ คลอง พื้นที่ลุ่ม และการควบคุมประตูน้ำร่วมกัน เป็นระบบเดียวครับ

ขั้นตอนการจัดการน้ำฝนหนักในกรุงเทพฯ ด้วยระบบแก้มลิง ร.9
ถ้าอธิบายแบบ เห็นภาพตั้งแต่ฝนตกจนออกทะเล ระบบแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ รัชกาลที่ 9 ทำงานประมาณนี้ครับ
🌧️ 1. ฝนตกหนัก → อย่ารีบปล่อยน้ำทั้งหมดลงแม่น้ำ
เมื่อฝนตกหนัก น้ำจากหลังคา ถนน ชุมชน และพื้นที่ต่าง ๆ จะไหลเข้าสู่ ท่อระบายน้ำ → คูคลอง → คลองหลัก
ปัญหาคือ ถ้าฝนตกหนักพร้อมกัน น้ำจะมาเร็วเกินกว่าคลองและแม่น้ำเจ้าพระยาจะรับได้ทัน จึงเกิดน้ำท่วมขัง
กทม. จึงใช้ทั้งคลอง ท่อ สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ อุโมงค์ และ พื้นที่แก้มลิง ร่วมกันบริหารน้ำ
🐒 2. แก้มลิง = "พักน้ำไว้ก่อน"
หัวใจสำคัญคือ ทำพื้นที่ว่างไว้รับน้ำ
ก่อนฝนหนัก แก้มลิงจะถูกพร่องน้ำให้มีพื้นที่ว่าง เมื่อฝนตก น้ำจากคลองหรือระบบระบายน้ำจะถูกนำเข้าไปเก็บไว้ชั่วคราว
พูดง่าย ๆ คือ
ฝนตก → น้ำมาเยอะ → เอาน้ำส่วนเกินไปพัก → เมื่อน้ำในระบบหลักลดลงค่อยปล่อยออก
นี่คือหลักเดียวกับลิงที่เก็บอาหารไว้ในกระพุ้งแก้มก่อน แล้วค่อยนำออกมากินภายหลัง
🌊 3. เมื่อฝนหยุด → ค่อย ๆ ระบายน้ำออก
เมื่อระดับน้ำในคลองหลักลดลงแล้ว น้ำที่อยู่ในแก้มลิงจะถูกระบายกลับเข้าสู่คลอง
บางพื้นที่อาศัย แรงโน้มถ่วง และระดับน้ำขึ้น-ลงตามธรรมชาติ ส่วนพื้นที่ที่จำเป็นก็ใช้ ประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ ช่วยควบคุมการไหล
🚤 4. จากคลอง → เจ้าพระยา → ทะเล
ภาพรวมจึงเป็น
ฝนตกหนัก↓ท่อ/คลองระบายน้ำ↓แก้มลิงรับน้ำส่วนเกิน 🐒↓คลองหลัก↓แม่น้ำเจ้าพระยา↓ปากแม่น้ำ↓อ่าวไทย
และถ้าช่วงนั้นระดับน้ำทะเลเหมาะสม ก็สามารถอาศัยการไหลตามธรรมชาติช่วยระบายออกทะเลได้ ขณะที่ระบบประตูและสถานีสูบน้ำจะช่วยควบคุมเมื่อจำเป็น
🟦 จุดสำคัญมาก: แก้มลิงไม่ได้มีหน้าที่แค่ "เก็บน้ำ"
แนวคิดของ ร.9 เป็น ระบบบริหารน้ำทั้งระบบ ไม่ใช่การสร้างบ่อแล้วเอาน้ำไปใส่เฉย ๆ
ประกอบด้วย
พื้นที่ต้นน้ำ/น้ำเหนือ→ ทางผ่านน้ำ→ คลอง→ แก้มลิง→ ประตูระบายน้ำ→ สถานีสูบน้ำ→ แม่น้ำเจ้าพระยา→ ทะเล
🧠 ถ้าเปรียบเทียบง่ายที่สุด
ลองนึกว่า กรุงเทพฯ เป็นอ่างใบใหญ่
ถ้าฝนตก 100 หน่วย แต่ระบายออกได้ทันทีเพียง 60 หน่วย
ถ้าปล่อยทั้ง 100 หน่วยเข้าระบบพร้อมกัน → น้ำท่วม
แต่ถ้ามีแก้มลิงรับไว้ 40 หน่วย
น้ำเข้า 100 → ระบบหลักรับ 60 + แก้มลิงพัก 40
พอฝนหยุดและระบบหลักว่าง ก็ทยอยปล่อย 40 หน่วยออกไป
ดังนั้นแก้มลิงจึงทำหน้าที่ "ซื้อเวลา" ให้ระบบระบายน้ำ มากกว่าการทำให้ฝนหายไป
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมหลักการแก้มลิงจึงเหมาะกับกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มและมีน้ำฝนไหลบ่าจำนวนมากเมื่อเกิดฝนหนัก
สรุปเป็นภาพเดียว:
🌧️ ฝนหนัก → 🕳️ ท่อ/คลอง → 🐒 แก้มลิงพักน้ำ → 🚪 ประตูควบคุม → 🚜 สถานีสูบเมื่อจำเป็น → 🌊 เจ้าพระยา → 🌅 อ่าวไทย
ตัวอย่างแก้มลิงที่เชื่อมโยงกับแนวคิดนี้ ได้แก่ สระเก็บน้ำพระราม 9 จ.ปทุมธานี และระบบแก้มลิงคลองมหาชัย–คลองสนามชัย ซึ่งสำนักงาน กปร. ยกเป็นตัวอย่างของการเก็บน้ำไว้เมื่อมีน้ำมากแล้วนำมาใช้หรือระบายภายหลัง
จากข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กทม. และสำนักงาน กปร. แก้มลิงขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในกรุงเทพฯ มีดังนี้
แก้มลิงหลัก | พื้นที่โดยประมาณ/เขต | ปริมาตรรับน้ำ |
บึงหนองบอน | ประเวศ | 5,000,000 ลบ.ม. |
บึงมักกะสัน | ราชเทวี | 261,600 ลบ.ม. |
บึงลำพังพวย | ลาดพร้าว/บึงกุ่ม | 200,000 ลบ.ม. |
บึงกุ่ม | บึงกุ่ม | 148,000 ลบ.ม. |
บึงสวนสยาม | คันนายาว | 228,000 ลบ.ม. |
บึงกระเทียม | มีนบุรี | 81,000 ลบ.ม. |
บึงบางซื่อ | บางซื่อ | 78,000 ลบ.ม. |
บึงเรือนจำคลองเปรม | หลักสี่/ดอนเมือง | 68,000 ลบ.ม. |
บึงพิบูลวัฒนา | ดินแดง | 48,000 ลบ.ม. |
บึงพระราม 9 | ห้วยขวาง | 10,875 ลบ.ม. |
บึงตาเกตุ | มีนบุรี | 5,500 ลบ.ม. |
ตัวเลขชุดนี้มาจากข้อมูล กทม. ที่จัดทำบัญชีพื้นที่รองรับและเก็บกักน้ำ โดยชุดข้อมูลขนาดใหญ่เดิมระบุว่าบึงเหล่านี้มี ปริมาตรรับน้ำรวม 6.478 ล้าน ลบ.ม.
🌧️บึงรับน้ำไว้รอระบายไม่ให้ท่วมบ้านเรือนหายไป จนไม่มีพื้นที่รองรับน้ำ น้ำที่ท่วมเคหะคลองจั่น จนขณะนี้กลายเป็นน้ำเน่า มีน้ำขังอยู่ประมาณ 300,000 ลูกบาศก์เมตร หากมีการทำบึงรับน้ำตามที่บอกจะสามารถรองรับน้ำที่ท่วมขังอยู่ที่แฟลตคลองจั่นได้เกือบ 3 เท่า ประชาชนจะไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับน้ำท่วมจนเน่า และอื่นๆอีก เช่น เคหะร่มเกล้า ฯลฯ

ขอขอบคุณภาพจาก Thai PBS
บึง 7 แห่งที่ว่าคือ
1.บึงรับน้ำลำหม้อแตกเขตสายไหม 163 ไร่
2. บึงรับน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ 293 ไร่
3. บึงรับน้ำเขตคันนายาว 130 ไร่
4. บึงรับน้ำเขตคู้บอน 130 ไร่
5. บึงรับน้ำคลองบางชัน 39 ไร่
6. บึงรับน้ำคลองสามวามี 2 อัน อันแรก 127 ไร่
7. บึงรับน้ำคลองสามวาอันที่ 2 กับ 133 ไร่
จุดที่น่าสนใจมาก
ถ้าเอาตัวเลขที่ ยืนยันได้ มาเทียบกัน:
บึงคู้บอนที่เสนอไว้→ 870,000 ลบ.ม.
น้ำขังแฟลตคลองจั่นที่ กทม. ประเมิน→ 300,000 ลบ.ม.
ดังนั้นในเชิง ปริมาตรอย่างเดียว 870,000 ÷ 300,000 ≈ 2.9 เท่า
จึงเป็นที่มาของคำกล่าวว่า “เกือบ 3 เท่า” แต่ต้องระวังว่า ไม่ได้หมายความว่า ถ้าสร้างบึงคู้บอนแล้วน้ำที่แฟลตคลองจั่นจะไม่ท่วมแน่นอน เพราะน้ำท่วมเป็นเรื่องของตำแหน่งทางน้ำ ระดับพื้นที่ ความสามารถของคลอง/ท่อ สถานีสูบ ประตูระบายน้ำ และจังหวะเวลาที่น้ำเข้าระบบด้วย
🌧️บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของ “แก้มลิง” และบทบาทของพื้นที่รองรับน้ำต่อการป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัย เพราะเมื่อพื้นที่สำหรับรับน้ำลดลง ปริมาณน้ำที่ไม่มีที่ไปย่อมส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยและประชาชนมากขึ้น ทั้งนี้ บทความนี้มิได้มีเจตนาที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือตำหนิบุคคลหรือหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะ แต่ต้องการชวนให้สังคมเห็นความสำคัญของการรักษาพื้นที่แก้มลิงและพื้นที่รับน้ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในระยะยาว
ขอขอบคุณข้อมูลความรู้ประกอบ จาก : www.porpeang.org , https://thestatestimes.com/











ความคิดเห็น