top of page

ความสำคัญของ “แก้มลิง” โครงการ ตามแนวพระราชดำริของ ร.9 กับความน่าเสียดายที่หายไปทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองบาดาล

2 ต.ค.
ยาว 3 นาที
โครงการ "แก้มลิง" ตามแนวพระราชดำริของ ร.9 กับความน่าเสียดายที่หายไปทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองบาดาล

โครงการ "แก้มลิง" ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9


พระราชวังไกลกังวลที่หัวหินนั้นมักมีแขกขนฟูมาเยี่ยมเยียนเสมอ พระองค์สังเกตฝูงลิงและตรัสว่า...


“ลิงโดยทั่วไป ถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อย ๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”


นั่นคือจุดกำเนิดของโครงการชื่อน่ารักในชื่อโครงการแก้มลิง โครงการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ของในหลวงรัชกาลที่ 9


โครงการแก้มลิง พระราชดำริจากพฤติกรรมลิง
โครงการแก้มลิง พระราชดำริจากพฤติกรรมลิง

“โครงการแก้มลิง” ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลักการสำคัญคือ “เก็บน้ำไว้ก่อน แล้วค่อยระบายเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม” เพื่อไม่ให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าพื้นที่เมืองพร้อมกันครับ


🐒 ทำไมเรียกว่า “แก้มลิง”

ความสำคัญของ “แก้มลิง” พระองค์ทรงสังเกตพฤติกรรมลิงที่กินกล้วยแล้ว เก็บกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มก่อน เมื่อมีอาหารมากเกินกว่าจะกินหมดทันที แล้วจึงค่อยนำออกมากินภายหลัง จึงนำมาเปรียบกับการจัดการน้ำ คือ พักน้ำไว้ชั่วคราว แล้วค่อยระบายออก


🌧️ ทำงานอย่างไร

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ

ฝนตกหนัก → น้ำไหลเข้าพื้นที่แก้มลิง → กักไว้ → รอคลอง/แม่น้ำมีพื้นที่รับน้ำ → ค่อยระบายออก

ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แนวคิดนี้ใช้ทั้งบึง หนอง คลอง พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่รับน้ำที่จัดระบบไว้ โดยบางพื้นที่อาศัยระดับน้ำขึ้นลงและแรงโน้มถ่วงช่วยระบาย บางแห่งใช้การสูบน้ำด้วย

ที่สำคัญคือ ไม่ได้หมายความว่าต้องสร้างบึงขนาดใหญ่ทุกแห่ง แก้มลิงสามารถมีหลายขนาด ตั้งแต่แหล่งน้ำขนาดใหญ่ ไปจนถึงพื้นที่พักน้ำขนาดเล็กที่เชื่อมกับระบบคลองและระบายน้ำ

และพระราชดำริเรื่องแก้มลิงมีขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงหลัง น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี 2538 โดยมีการระบุวันที่ 14 พฤศจิกายน 2538 เป็นจุดเริ่มต้นของพระราชดำริโครงการแก้มลิง


น้ำท่วมกรุงเทพฯ ช่วงนี้ ผมอธิบายต่อได้ว่า “แก้มลิง ร.9 ถ้าทำงานเต็มระบบ จะช่วยกรุงเทพฯ ตอนฝนตกหนัก/น้ำเหนือ/น้ำทะเลหนุนได้อย่างไร ซึ่งตรงกับสถานการณ์ที่เราคุยกันเรื่องน้ำท่วมช่วงนี้เลยครับ


😊 ประเด็นที่น่าสนใจคือ แก้มลิงไม่ได้มีหน้าที่ “ทำให้น้ำไม่ท่วมเลย” แต่มีหน้าที่ลดความรุนแรงและชะลอช่วงเวลาที่น้ำไหลเข้าพื้นที่เมือง

ถ้าเป็นกรุงเทพฯ ลองนึกภาพแบบนี้ครับ:

ฝนตกหนักมาก↓🌧️ น้ำจากถนน/คลองไหลเข้าระบบ↓🐒 แก้มลิงรับน้ำไว้ก่อน↓💧 ระดับน้ำในคลองหลักลดความเร็วในการเพิ่มขึ้น↓🌊 เมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาหรือคลองปลายทางระดับลดลง↓🚰 ค่อยระบายน้ำออก


แล้วทำไมบางครั้งกรุงเทพฯ ยังท่วมหนัก?

เพราะระบบมีข้อจำกัดหลายอย่างพร้อมกัน เช่น

  • ฝนตกหนักเกินความสามารถของท่อและคลองในช่วงเวลาสั้น ๆ

  • น้ำทะเลหนุน ทำให้ปลายทางระบายออกได้ช้า

  • น้ำเหนือในเจ้าพระยาสูง ทำให้ระบายลงแม่น้ำได้ยาก

  • แก้มลิงบางแห่งมีปริมาณกักเก็บจำกัด และถ้าเต็มแล้วก็รับเพิ่มไม่ได้

  • พื้นที่เมืองมีสิ่งกีดขวางทางน้ำและพื้นผิวคอนกรีตจำนวนมาก


ดังนั้น แก้มลิงคือการ “ซื้อเวลา” ให้ระบบระบายน้ำ มากกว่าจะเป็นถังเก็บน้ำที่รับน้ำได้ไม่จำกัดครับ


🐒 แก้มลิงในกรุงเทพฯ มีหลายจุด

กรุงเทพมหานครมีฐานข้อมูลพื้นที่ บึงรับน้ำ/แก้มลิง โดยปัจจุบันมีทั้งบึงขนาดใหญ่และบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน เช่น

  • บึงมักกะสัน — ราชเทวี

  • บึงพระราม 9 — ห้วยขวาง

  • บึงตาเกตุ / บึงกระเทียม — มีนบุรี

  • บึงมะขามเทศและบึงสะแกงามสามเดือน — คลองสามวา

  • บึงประชานิเวศน์ / บึงปูนซีเมนต์ไทย — จตุจักร

  • บึงลาดโตนด / บึงสีกัน — หลักสี่

  • แก้มลิงคลองมหาชัย–คลองสนามชัย — บางขุนเทียนและพื้นที่ต่อเนื่อง

  • รวมถึงบึงและบ่อหน่วงน้ำอีกหลายแห่ง


ลองนึกภาพ กรุงเทพฯ เป็นอ่างขนาดใหญ่มาก แล้วระบบแก้มลิงของ ร.9 ทำงานเหมือนมี “อ่างพักน้ำหลายชั้น” ครับ

ฝนตกหนัก→ น้ำบนถนนและจากชุมชนไหลลงท่อ→ คลองซอย รับน้ำ→ คลองสายหลัก รับต่อ→ 🐒 พื้นที่แก้มลิง/บึงรับน้ำ เก็บน้ำไว้ชั่วคราว→ สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำควบคุมการปล่อย→ เจ้าพระยา/อ่าวไทย

จุดสำคัญที่สุดคือ “จังหวะเวลา”

สมมติฝนตกหนักมากจนมีน้ำมา 100 หน่วยในเวลาเดียวกัน

ถ้าไม่มีพื้นที่พักน้ำ น้ำ 100 หน่วยจะพยายามไหลออกพร้อมกัน → คลองและท่อรับไม่ไหว → น้ำเอ่อเข้าถนน

แต่ถ้ามีแก้มลิง:

น้ำเข้า 100

  • แก้มลิงเก็บไว้ 60

  • ระบบระบายออกทันที 40

จากนั้นเมื่อฝนหยุดและปลายทางมีระดับน้ำต่ำลง ก็ทยอยปล่อย 60 ออกไป

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “แก้มลิง” ไม่ได้หมายถึงการกำจัดน้ำ แต่คือการชะลอน้ำ ครับ


🌊 แล้วกรณีน้ำทะเลหนุนล่ะ?

อันนี้สำคัญมากสำหรับกรุงเทพฯ

ถ้าเจ้าพระยากำลังสูงจากน้ำทะเลหนุน แล้วเราปล่อยน้ำจากคลองออกไปไม่ได้ ระบบก็จะทำแบบกลับกัน:

ปิด/ควบคุมประตู → เก็บน้ำไว้ในแก้มลิง → รอระดับแม่น้ำลด → สูบหรือปล่อยออก

ดังนั้นแก้มลิงจึงเป็นเหมือน “พื้นที่ซื้อเวลา” ให้กรุงเทพฯ

และนี่คือจุดที่พระราชดำริ ร.9 มีความน่าสนใจมาก เพราะไม่ได้พึ่งเครื่องสูบน้ำอย่างเดียว แต่ใช้ ภูมิประเทศ คลอง พื้นที่ลุ่ม และการควบคุมประตูน้ำร่วมกัน เป็นระบบเดียวครับ


แผนภาพเส้นทางน้ำจากฝนสู่เจ้าพระยาและทะเลพร้อมแก้มลิง ร.9
แผนภาพเส้นทางน้ำจากฝนสู่เจ้าพระยาและทะเลพร้อมแก้มลิง ร.9

ขั้นตอนการจัดการน้ำฝนหนักในกรุงเทพฯ ด้วยระบบแก้มลิง ร.9

ถ้าอธิบายแบบ เห็นภาพตั้งแต่ฝนตกจนออกทะเล ระบบแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ รัชกาลที่ 9 ทำงานประมาณนี้ครับ


🌧️ 1. ฝนตกหนัก → อย่ารีบปล่อยน้ำทั้งหมดลงแม่น้ำ

เมื่อฝนตกหนัก น้ำจากหลังคา ถนน ชุมชน และพื้นที่ต่าง ๆ จะไหลเข้าสู่ ท่อระบายน้ำ → คูคลอง → คลองหลัก

ปัญหาคือ ถ้าฝนตกหนักพร้อมกัน น้ำจะมาเร็วเกินกว่าคลองและแม่น้ำเจ้าพระยาจะรับได้ทัน จึงเกิดน้ำท่วมขัง

กทม. จึงใช้ทั้งคลอง ท่อ สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ อุโมงค์ และ พื้นที่แก้มลิง ร่วมกันบริหารน้ำ


🐒 2. แก้มลิง = "พักน้ำไว้ก่อน"

หัวใจสำคัญคือ ทำพื้นที่ว่างไว้รับน้ำ

ก่อนฝนหนัก แก้มลิงจะถูกพร่องน้ำให้มีพื้นที่ว่าง เมื่อฝนตก น้ำจากคลองหรือระบบระบายน้ำจะถูกนำเข้าไปเก็บไว้ชั่วคราว

พูดง่าย ๆ คือ

ฝนตก → น้ำมาเยอะ → เอาน้ำส่วนเกินไปพัก → เมื่อน้ำในระบบหลักลดลงค่อยปล่อยออก

นี่คือหลักเดียวกับลิงที่เก็บอาหารไว้ในกระพุ้งแก้มก่อน แล้วค่อยนำออกมากินภายหลัง


🌊 3. เมื่อฝนหยุด → ค่อย ๆ ระบายน้ำออก

เมื่อระดับน้ำในคลองหลักลดลงแล้ว น้ำที่อยู่ในแก้มลิงจะถูกระบายกลับเข้าสู่คลอง

บางพื้นที่อาศัย แรงโน้มถ่วง และระดับน้ำขึ้น-ลงตามธรรมชาติ ส่วนพื้นที่ที่จำเป็นก็ใช้ ประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ ช่วยควบคุมการไหล


🚤 4. จากคลอง → เจ้าพระยา → ทะเล

ภาพรวมจึงเป็น

ฝนตกหนัก↓ท่อ/คลองระบายน้ำ↓แก้มลิงรับน้ำส่วนเกิน 🐒↓คลองหลัก↓แม่น้ำเจ้าพระยา↓ปากแม่น้ำ↓อ่าวไทย

และถ้าช่วงนั้นระดับน้ำทะเลเหมาะสม ก็สามารถอาศัยการไหลตามธรรมชาติช่วยระบายออกทะเลได้ ขณะที่ระบบประตูและสถานีสูบน้ำจะช่วยควบคุมเมื่อจำเป็น


🟦 จุดสำคัญมาก: แก้มลิงไม่ได้มีหน้าที่แค่ "เก็บน้ำ"

แนวคิดของ ร.9 เป็น ระบบบริหารน้ำทั้งระบบ ไม่ใช่การสร้างบ่อแล้วเอาน้ำไปใส่เฉย ๆ

ประกอบด้วย

พื้นที่ต้นน้ำ/น้ำเหนือ→ ทางผ่านน้ำ→ คลอง→ แก้มลิง→ ประตูระบายน้ำ→ สถานีสูบน้ำ→ แม่น้ำเจ้าพระยา→ ทะเล


🧠 ถ้าเปรียบเทียบง่ายที่สุด

ลองนึกว่า กรุงเทพฯ เป็นอ่างใบใหญ่

ถ้าฝนตก 100 หน่วย แต่ระบายออกได้ทันทีเพียง 60 หน่วย

ถ้าปล่อยทั้ง 100 หน่วยเข้าระบบพร้อมกัน → น้ำท่วม

แต่ถ้ามีแก้มลิงรับไว้ 40 หน่วย

น้ำเข้า 100 → ระบบหลักรับ 60 + แก้มลิงพัก 40

พอฝนหยุดและระบบหลักว่าง ก็ทยอยปล่อย 40 หน่วยออกไป

ดังนั้นแก้มลิงจึงทำหน้าที่ "ซื้อเวลา" ให้ระบบระบายน้ำ มากกว่าการทำให้ฝนหายไป

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมหลักการแก้มลิงจึงเหมาะกับกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มและมีน้ำฝนไหลบ่าจำนวนมากเมื่อเกิดฝนหนัก


สรุปเป็นภาพเดียว:

🌧️ ฝนหนัก → 🕳️ ท่อ/คลอง → 🐒 แก้มลิงพักน้ำ → 🚪 ประตูควบคุม → 🚜 สถานีสูบเมื่อจำเป็น → 🌊 เจ้าพระยา → 🌅 อ่าวไทย

ตัวอย่างแก้มลิงที่เชื่อมโยงกับแนวคิดนี้ ได้แก่ สระเก็บน้ำพระราม 9 จ.ปทุมธานี และระบบแก้มลิงคลองมหาชัย–คลองสนามชัย ซึ่งสำนักงาน กปร. ยกเป็นตัวอย่างของการเก็บน้ำไว้เมื่อมีน้ำมากแล้วนำมาใช้หรือระบายภายหลัง


จากข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กทม. และสำนักงาน กปร. แก้มลิงขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในกรุงเทพฯ มีดังนี้

แก้มลิงหลัก

พื้นที่โดยประมาณ/เขต

ปริมาตรรับน้ำ

บึงหนองบอน

ประเวศ

5,000,000 ลบ.ม.

บึงมักกะสัน

ราชเทวี

261,600 ลบ.ม.

บึงลำพังพวย

ลาดพร้าว/บึงกุ่ม

200,000 ลบ.ม.

บึงกุ่ม

บึงกุ่ม

148,000 ลบ.ม.

บึงสวนสยาม

คันนายาว

228,000 ลบ.ม.

บึงกระเทียม

มีนบุรี

81,000 ลบ.ม.

บึงบางซื่อ

บางซื่อ

78,000 ลบ.ม.

บึงเรือนจำคลองเปรม

หลักสี่/ดอนเมือง

68,000 ลบ.ม.

บึงพิบูลวัฒนา

ดินแดง

48,000 ลบ.ม.

บึงพระราม 9

ห้วยขวาง

10,875 ลบ.ม.

บึงตาเกตุ

มีนบุรี

5,500 ลบ.ม.

ตัวเลขชุดนี้มาจากข้อมูล กทม. ที่จัดทำบัญชีพื้นที่รองรับและเก็บกักน้ำ โดยชุดข้อมูลขนาดใหญ่เดิมระบุว่าบึงเหล่านี้มี ปริมาตรรับน้ำรวม 6.478 ล้าน ลบ.ม.


🌧️บึงรับน้ำไว้รอระบายไม่ให้ท่วมบ้านเรือนหายไป จนไม่มีพื้นที่รองรับน้ำ น้ำที่ท่วมเคหะคลองจั่น จนขณะนี้กลายเป็นน้ำเน่า มีน้ำขังอยู่ประมาณ 300,000 ลูกบาศก์เมตร หากมีการทำบึงรับน้ำตามที่บอกจะสามารถรองรับน้ำที่ท่วมขังอยู่ที่แฟลตคลองจั่นได้เกือบ 3 เท่า ประชาชนจะไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับน้ำท่วมจนเน่า และอื่นๆอีก เช่น เคหะร่มเกล้า ฯลฯ


หากมีการทำบึงรับน้ำตามที่บอกจะสามารถรองรับน้ำที่ท่วมขังอยู่ที่แฟลตคลองจั่นได้เกือบ 3 เท่า ประชาชนจะไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับน้ำท่วมจนเน่า และอื่นๆอีก เช่น เคหะร่มเกล้า ฯลฯ

ขอขอบคุณภาพจาก Thai PBS


บึง 7 แห่งที่ว่าคือ

1.บึงรับน้ำลำหม้อแตกเขตสายไหม 163 ไร่

2. บึงรับน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ 293 ไร่

3. บึงรับน้ำเขตคันนายาว 130 ไร่

4. บึงรับน้ำเขตคู้บอน 130 ไร่

5. บึงรับน้ำคลองบางชัน 39 ไร่

6. บึงรับน้ำคลองสามวามี 2 อัน อันแรก 127 ไร่

7. บึงรับน้ำคลองสามวาอันที่ 2 กับ 133 ไร่


จุดที่น่าสนใจมาก

ถ้าเอาตัวเลขที่ ยืนยันได้ มาเทียบกัน:

บึงคู้บอนที่เสนอไว้→ 870,000 ลบ.ม.

น้ำขังแฟลตคลองจั่นที่ กทม. ประเมิน→ 300,000 ลบ.ม.

ดังนั้นในเชิง ปริมาตรอย่างเดียว 870,000 ÷ 300,000 ≈ 2.9 เท่า

จึงเป็นที่มาของคำกล่าวว่า “เกือบ 3 เท่า” แต่ต้องระวังว่า ไม่ได้หมายความว่า ถ้าสร้างบึงคู้บอนแล้วน้ำที่แฟลตคลองจั่นจะไม่ท่วมแน่นอน เพราะน้ำท่วมเป็นเรื่องของตำแหน่งทางน้ำ ระดับพื้นที่ ความสามารถของคลอง/ท่อ สถานีสูบ ประตูระบายน้ำ และจังหวะเวลาที่น้ำเข้าระบบด้วย


🌧️บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของ “แก้มลิง” และบทบาทของพื้นที่รองรับน้ำต่อการป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัย เพราะเมื่อพื้นที่สำหรับรับน้ำลดลง ปริมาณน้ำที่ไม่มีที่ไปย่อมส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยและประชาชนมากขึ้น ทั้งนี้ บทความนี้มิได้มีเจตนาที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือตำหนิบุคคลหรือหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะ แต่ต้องการชวนให้สังคมเห็นความสำคัญของการรักษาพื้นที่แก้มลิงและพื้นที่รับน้ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในระยะยาว


ขอขอบคุณข้อมูลความรู้ประกอบ จาก : www.porpeang.org , https://thestatestimes.com/


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของ “แก้มลิง” และบทบาทของพื้นที่รองรับน้ำต่อการป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัย

ความคิดเห็น


bottom of page